กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ดันค่ะ
3


ไพ่นาคราช

ที่มาของราศี ไพ่นาคราช ถึงใช้ราศีแบบ ระบบสายนะ ก่อนอื่นเรามาเข้าใจก่อนว่ามีกี่ระบบ ที่จริงแล้วในโหราศาสตร์แบ่งเป็น 2 ระบบใหญ่ ๆ คือแบบ ระบบสายนะและนิรายนะ

มาเข้าใจกันก่อนว่า ความแตกต่างและทางแยกของระบบสายนะและนิรายนะ ระบบโหราศาสตร์ที่ประเทศไทยเรียกว่าสากลนั้นเป็นระบบเดียวกับสายนะ อ้างอิงจากการเปลี่ยนฤดูกาลของโลก ส่วนนิรายนะนั้นเป็นระบบที่อ้างอิงจากดาวฤกษ์ (Fixed Star) โหราศาสตร์สายนี้แพร่หลายมาจากประเทศอินเดีย

รากฐานของสองระบบมาจากที่เดียวกันเมื่อหลายพันปีมาแล้วอาจจะเป็นสมัยกรีก โหราศาสตร์ทั่วโลกพัฒนาการมาจากแหล่งเดียวกัน ยกเว้นโหราศาสตร์จีน นอกนั้นเป็นศาสตร์ที่ผ่านไปตามอารยธรรม และผ่านการบันทึกเป็นคัมภีร์ซึ่งนักโหราจารย์คนสำคัญที่บันทึกทั้งด้านดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์จนกระทั่งเป็นคัมภีร์พื้นฐานมาจนกระทั่งทุกวันนี้เรียกว่าคัมภีร์ Tretablibos และอัญมาเจค ของปโตเลมี ผู้คนในยุคกรีกโบราณ



สร้างความเข้าใจทั้ง 2 ระบบ ระบบสายนะ และนิรายนะ

โหราศาสตร์-ดาราจักร ในยุคแรก ๆ นั้น คำนวณจากจุดเริ่มต้นวสันตฤดู ที่ราศีเมษ คือ จุดที่แนวสุริยวิถีตัดกับเส้นศูนย์สูตร ในเดือนเมษายน ที่ต้นราศีเมษ ต่อมามีการค้นพบว่าการแกว่งตัวของแกนโลกขณะที่เคลื่อนไปรอบดวงอาทิตย์ส่งผลให้แนวสุริยวิถีไม่คงที่ จึงเกิดความแตกแยกทางแนวความคิดเป็น 2 ทาง คือ แนวคิดจักรราศีคงที่นิรายนะ และแนวคิดจักรราศีไม่คงที่สายนะ แนวคิดของนิรายนะนั้นจะนำ ค่าเบี่ยงเบนที่เรียกว่า อายนางศ มาหักลบกับตำแหน่งของดาวพระเคราะห์ที่คำนวณได้ เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่อยู่ในแนวจักรราศีเดิม ในขณะที่แนวคิดของสายนะนั้น กำหนดให้จุดเริ่มต้นของวสันตฤดู เป็นจุดเริ่มต้นของราศีเมษ ซึ่งไม่สนใจว่ากลุ่มดาวประจำราศีเมษจะอยู่ในตำแหน่งใด จึงเป็นที่มาของชื่อ Tropical Horoscope หรือโหราศาสตร์เชิงฤดูกาล

ไพ่นาคราช จึงใช้เป็นแบบ ระบบ สายนะ(หรือโหราศาสตร์เชิงฤดูกาล) เพราะไพ่นาคราช ตามตำนานของไพ่ได้เกี่ยวของกับพุทธประวัติ และเรื่องราวของนาคราชส่วนใหญ่จะมาตามด้วยคำสอนของพระพุทธศาสนา เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสอดคล้องตามหลักพระพุทธศาสนาที่ว่า ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนคงทน และในจักรวาลล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ ดังนั้นอ.บัว จึงยึดแนวคิดของระบบ สายนะ ตามเจตนารมณ์ ของครูบาอาจารย์ และ การสอดคล้องตามหลักพระพุทธศาสนา



ติดต่อเราได้ที่

โทร: 02-1018996,091-9929978
เว็บไซต์: www.reuannaga.com
Email: reuannaga@gmail.com
Line: buakhlee
Facebook: facebook.com/painakaraj
ที่อยู่: 50/29 หมู่ 9 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 11140
4
Parts for Sale / ตลาดแยกตามประเภท / ตรวจกระดูก สิ่งสำคัญสำหรับวัยสูงอายุ
« กระทู้ล่าสุด โดย guupost เมื่อ วันนี้ เวลา 08:59:52 pm »

ตรวจกระดูก สิ่งสำคัญสำหรับวัยชรา
กระดูกเป็นโครงพยุงร่างกายและแหล่งสะสมแคลเซียมสำคัญ หากไม่เอาใจใส่อาจเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุนโดยไม่ทันตั้งตัว เสี่ยงพิการถาวรได้!

กระดูก (Bone) เป็นโครงสร้างที่สำคัญ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโครงร่างพยุงร่างกายแล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมที่สำคัญอีกด้วย ความผิดปกติของกระดูกที่พบในชีวิตประจำวัน เช่น การหักหรือแตก (Fracture) เนื่องจากอุบัติเหตุ ซึ่งพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตาม ในผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การตรวจกระดูกเป็นเรื่องสำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่าจะช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถวางแผนป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งภาวะกระดูกพรุนนี้ หากใครเป็นขึ้นมา เวลาล้มหรือหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วกระดูกหัก ก็มีโอกาสพิการตลอดชีวิตได้

การตรวจสุขภาพกระดูกคืออะไร?
การตรวจสุขภาพกระดูก คล้ายกับการตรวจสุขภาพทั่วไปแต่เน้นไปที่สุขภาพของกระดูก เพื่อวางแผนป้องกัน และลดความเสี่ยงต่อต่อภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถือว่าเป็นภัยเงียบที่อันตรายมากเพราะภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือกระดูกบาง (Osteopenia) จะไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย ผู้ป่วยโดยมากมักจะรู้เมื่อเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยต่อกระดูก แต่อุบัติเหตุนั้นทำให้กระดูกหักและการเชื่อมต่อกันเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ มีรายงานว่าผู้เจ็บป่วยจำนวนมากมีกระดูกผิดรูป กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และเสียชีวิตภายในหนึ่งปีเนื่องจากอาการแทรกซ้อนต่างๆ หลังจากประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก ด้วยเหตุนี้การตรวจสุขภาพกระดูกจึงเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากจะทำให้คุณหมอวางแผนการป้องกัน และรักษาได้อย่างทันท่วงที

วิธีตรวจกระดูก
การตรวจกระดูกปัจจุบันมีหลายวิธี เป็นต้นว่า ซักประวัติ ตรวจร่างกาย นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบพิเศษอีกหลายชนิด อาทิเช่น ตรวจเลือด ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก เป็นต้น
วิธีตรวจกระดูกที่เป็นที่นิยมมี 3 วิธี ดังนี้
1. การสังเกตลักษณะภายนอกของร่างกาย (General appearance)
วิธีนี้ช่วยบ่งบอกถึงภาวะกระดูกพรุนได้ โดยในผู้สูงอายุที่มีกระดูกสันหลังค่อม ตัวเตี้ยลง อาจจะเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังพรุนหรือทรุดตัวได้ ข้อเสียของการสังเกตคือ กว่าจะพบภาวะผิดปกติดังกล่าว ผู้เจ็บป่วยมักจะมีภาวะกระดูกพรุนรุนแรงแล้ว
2. ใช้ภาพถ่ายเอกซเรย์ (X-ray)
จากภาพถ่ายเอกซเรย์ของผู้ที่มีกระดูกพรุน จะพบว่าภาพบริเวณกระดูกมีสีดำขึ้น เนื่องด้วยความหนาแน่นของกระดูกลดลง โพรงกระดูกกว้างขึ้น เห็นลายกระดูกหยาบๆ และในผู้เจ็บป่วยบางรายอาจจะเห็นขอบของกระดูกเป็นสีขาวชัดเจน
นอกจากนี้ยังอาจเห็นรอยร้าวของกระดูก หรือการทรุดตัวของกระดูกด้วย มักพบความผิดปกติเหล่านี้โดยบังเอิญ
จุดด้อยคือไม่สามารถบอกระดับความรุนแรงของภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนได้ชัดเจน ทำให้การประเมินผลการรักษาเป็นไปได้ยาก
การถ่ายเอกซเรย์อาจอยู่ในท่ายืนหรือนั่ง ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของผู้ที่รับการตรวจ
ติดตามอ่านบทความเรื่อง ตรวจกระดูก ต่อได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/bone-examination
5


ตรวจตา ตรวจอะไรบ้าง รวมข้อมูลที่ท่านควรทราบก่อนตรวจสุขภาพตา
เนื่องด้วยการมองเห็นคือสิ่งสำคัญ เราจึงไม่ควรมองข้ามการตรวจดวงตา ไม่ต้องรอให้สูงอายุก็ตรวจได้

ในบรรดาการตรวจสุขภาพ การตรวจสุขภาพตามักเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนมักมองข้ามเพราะคิดว่าหากไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้วมีโรคทางตาหลายโรคที่จะไม่แสดงอาการจนกว่าจะเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นก็อาจสายเกินกว่าจะรักษาให้เป็นปกติได้ ที่สำคัญการมองเห็นของคุณ ๆก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หรือหากเคราะห์ร้ายไปกว่านั้น ท่านอาจสูญเสียการมองเห็นไปชั่วคราว หรือถาวรก็เป็นได้ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่คุณไม่ควรละเลยการตรวจสุขภาพตา

ใครบ้างที่ควรตรวจตา
ผู้ที่ไม่มีอาการผิดปกติ
คุณควรตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่มีอาการทางสายตายใดๆ เลยก็ตาม โดยแนะนำให้ตรวจตาตามช่วงอายุดังต่อไปนี้
1. เด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักปกติจะได้รับการตรวจร่างกายทั่วไปคร่าวๆ รวมทั้งการตรวจตาโดยจักษุแพทย์
2. เด็กอายุ 3-5 ปี จะเป็นการตรวจวัดระดับการมองเห็นด้วยแผ่นภาพและตรวจภาวะตาเข หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ต้นอาจนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ (Lazy eye) เป็นปัญหาสุขภาพตาที่พบได้ในเด็กเท่านั้น ปัญหานี้จะทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ในระยะยาวอาจส่งผลให้ตาบอดได้
3. อายุ 6-20 ปี ตรวจวัดสายตาสั้น ยาว เอียง ซึ่งเป็นปัญหาที่อาจทำให้เด็กมีอาการตาล้า ปวดศีรษะ และไม่มีสมาธิในการเรียน หากพ่อ แม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ควรพาลูกไปตรวจสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็ก
4. อายุ 21-40 ปี ควรได้รับการตรวจตาทุก 5-10 ปี
5. อายุ 40-64 ปี ควรได้รับการตรวจตาทุก 2 ปี เพราะเป็นวัยที่สายตาเริ่มเปลี่ยน อาจต้องใช้แว่นสายตายาว และเสี่ยงเกิดโรคตาต่างๆ ตามอายุที่มากขึ้น ดังเช่น ต้อกระจก ต้อเนื้อ และต้อหิน
6. อายุ 64 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจตาปีละ 1 ครั้ง

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไปนี้ควรเข้ารับการตรวจตาทันที หรือตรวจเป็นประจำโดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอายุ 40 ปี
- เด็กที่คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม หรืออายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์ ควรรับการตรวจจากจักษุแพทย์ภายในช่วงที่ตรวจได้ หรืออายุ 4-6 สัปดาห์
- ผู้ที่มีอาการทางตาต่างๆ เช่นว่า ปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นภาพซ้อน น้ำตาไหล ปวดกระบอกตา หรือปวดศีรษะบ่อยๆ

ติดตามอ่านบทความ ตราวจตา ต่อได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/eye-exam
6
วอลเปเปอร์,ผ้าม่าน อุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบๆ จบที่เดียวพร้อมทีมช่างติดตั้ง ประสบการณ์มากกว่า 10ปี
รับประกันหน้างาน ส่งงานตรงเวลา

ร้านแจงวอลเปเปอร์ นลินวิลล์พลัส ร้มเกล้า
โทร. 086-310-8367 K.แจง
คลิก. www.jangwallpaper.com

ยินดีให้บริการ  ขอบคุณคับ^^
7

ตรวจสุขภาพจิตคืออะไร เมื่อไหร่ควรตรวจ ค่าใช้จ่ายแพงไหม?
การตรวจสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องอันตรายหรือน่ากังวล แต่เป็นหนทางที่จะบรรเทาความรุนแรงของโรคได้
โรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตมักเป็นโรคที่คนส่วนมากหลีกเลี่ยงไม่ไปพบหมอ เหตุเพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ป่วย สามารถบำบัดรักษาตัวเองได้ หรือกังวลว่าหากไปตรวจสุขภาพจิตแล้วจะถูกมองว่าผิดปกติ ทำให้อัตราผู้ป่วยโรคทางสุขภาพจิตสูงขึ้น และอัตราการฆ่าตัวตายจากปัญหาทางสุขภาพจิตสูงก็ตามไปด้วย แต่ที่จริงแล้วการตรวจสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในหนทางที่ดีที่สุด ที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ ทำให้ผู้เจ็บป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติในสังคม

สถานการณ์ปัญหาด้านสุขภาพจิตของชาวไทย
จากสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี พุทธศักราช 2561 เมืองไทยมีผู้ป่วยจิตเวชทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในราว 2 ล้านราย และอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 16 คนต่อประชากร 1 แสนคน นับเป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในอาเซียน และอยู่สูงเป็นอันดับ 28 ของโลก

จากการศึกษาทางการแพทย์ถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่พบว่า ผู้ฆ่าตัวตาย สําเร็จประมาณ 9 ใน 10 มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชอย่างใดอย่างหนึ่งขณะฆ่าตัวตาย โดยมีสาเหตุสําคัญคือ ภาวะซึมเศร้าและการติดสุรา ด้วยเหตุนั้นปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากมีอาการต้องสงสัย ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพจิตทันที

การตรวจสุขภาพจิตคืออะไร?
การตรวจสุขภาพจิตคือ การตรวจประเมินสุขภาพจิตของคนป่วย เบื้องต้นหมอจะสอบถามอาการ ประวัติความเจ็บป่วย รวมทั้งสังเกตอาการและพฤติกรรมของคนป่วยร่วมด้วย โดยคนไข้บางรายที่ภาวะจิตใจซับซ้อนหรือผู้เจ็บป่วยไม่รู้ตัวเพียงพอ หมอจะใช้แบบสอบถามทางจิตวิทยาเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของอาการร่วมด้วย นอกจากนี้อาจมีการตรวจทางระบบประสาทเพิ่มเติม เนื่องจากบางครั้งอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นก็มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางสมอง การตรวจสุขภาพจิตจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนรักษาที่ดีที่สุด

โรคที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตคืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไร มีโรคอะไรบ้าง?
โรคที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต หรือโรคทางจิตเวชคือ ความผิดปกติทางจิตใจ พฤติกรรม อารมณ์และบุคลิกภาพ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคนไข้และคนรอบข้าง โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตมี 2 ปัจจัยหลักๆ คือ
- ปัจจัยภายนอก เช่น ปัจจัยด้านสังคม ความเป็นอยู่ ปัญหาในชีวิตประจำวัน ปัญหาเรื่องงาน เศรษฐกิจ ครอบครัว การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นต้น
- ปัจจัยภายใน ได้แก่ โรคทางสมอง อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบทางสมอง โรคพิษสุราเรื้อรัง รวมทั้งสารเคมีในร่างกายที่ไม่สมดุลทำให้เกิดความเครียดหรือความเศร้าสะสม รวมถึงสาเหตุทางพันธุกรรม เป็นต้น

โรคทางจิตเวชซึ่งควรเข้ารับการตรวจสุขภาพจิตที่พบส่วนใหญ่ มีดังนี้
- โรคซึมเศร้า คนไข้โดยมากจะมีอาการท้อใจ หดหู่ เบื่อหน่าย เก็บตัว ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่เห็นความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งหากผู้เจ็บป่วยไม่ได้รับการรักษามีโอกาสเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายสูงมาก
- โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว ผู้เจ็บป่วยจะมีความผิดปกติทางอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมา ระหว่างช่วงซึมเศร้า และช่วงที่อารมณ์ดีเกินปกติ โดยในช่วงซึมเศร้า ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนโรคซึมเศร้า หดหู่ ท้อใจ สิ้นหวัง และอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ต่อจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงอารมณ์ดีเกินปกติ ผู้ป่วยจะรู้สึกมีพลัง อารมณ์ดีมาก พูดคุยเยอะ ไม่ค่อยฟังเสียงคนรอบข้าง กล้าได้กล้าเสีย ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ บางครั้งอาจขาดความยั้งคิด คิดว่าตัวเองสามารถทำสิ่งใดก็ได้ จนอาจเป็นอันตรายได้
- โรคจิตเภท คนไข้อาจมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว พูดคนเดียว หวาดระแวง ซึ่งหากไม่รีบรักษาจะทำให้อาการแย่ลงและรักษาได้ยากขึ้น คนไข้โรคนี้จำเป็นต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต หากหยุดยา อาจทำให้อาการกำเริบได้
- โรควิตกกังวล เป็นโรคที่แสดงอาการกังวลมากเกินกว่าปกติ ผู้เจ็บป่วยจะมีอาการ ตัวสั่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อแตก นอนไม่หลับ ปวดหัว เครียด หวาดกลัว กระวนกระวาย อยู่นิ่งไม่ได้ โดยมีอาการต่อเนื่องยาวนานมาก
- โรคแพนิก เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นกว่าปกติ ผู้เจ็บป่วยจะมีอาการหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อแตก ตัวสั่น หายใจติดขัด วิงเวียนศีรษะ โดยอาการจะเกิดขึ้นประมาณ 15-20 นาทีแล้วค่อยๆ หาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุกระตุ้น อย่างเช่น สถานการณ์ที่ตึงเครียด กดดัน หรือไม่มีสาเหตุกระตุ้นก็ได้
อ่านบทความเรื่อง ตรวจสุขภาพจิต ต่อได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/mental-health-check
8


ตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจอะไรบ้าง? มีความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร?
ตรวจสุขภาพประจำปี ทางเลือกสำหรับการดูแลสุขภาพซึ่งจะช่วยให้คุณรู้จัก "ร่างกาย" ตัวเองได้อย่างละเอียด
เหตุผลสำคัญที่ทำให้หลาย ๆ ท่านไม่ยอมตรวจสุขภาพประจำปีคือคิดว่า ยังอายุไม่มาก ร่างกายแข็งแรง ไม่มีความผิดปกติใดๆ หรือมีข้อบ่งชี้ของโรคใดๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสุขภาพ ส่วนบางท่านก็กลัวว่า ตรวจสุขภาพไปแล้วจะเจอโรคจะสร้างความวิตกให้ตนเองและคนรอบข้างเปล่าๆ

แต่รู้ไหมว่า การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประโยชน์อย่างมากก็เพราะว่าจะทำให้ทราบว่า คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคใดบ้าง จะได้วางแผนการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม หรือหากตรวจพบสัญญาณของโรคตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกก็จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษา ช่วยลดระดับความรุนแรงของโรค หรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ลงได้ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนโรคมีการลุกลาม รักษาไม่ทัน ถึงเวลานั้นนอกจากจะต้องเปลืองเวลาเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ เสียค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว ยังอาจต้องสูญเสียความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและความสัมพันธ์ในครอบครัวไปด้วยก็ได้
ตรวจสุขภาพประจำปีคืออะไร?
การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นการตรวจคัดกรองโรคเบื้องต้นในผู้ที่ยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ หรืออาจมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย เพื่อประเมินว่า คุณ ๆมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน หรือค้นหาโรคซึ่งอาจแฝงอยู่ในร่างกายแต่ยังไม่ปรากฏอาการผิดปกติ ดังเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

ทั้งนี้การตรวจสุขภาพที่ดีนั้นต้องเป็นการตรวจที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพที่แท้จริงของผู้รับการตรวจ ไม่ใช่มุ่งแต่ตรวจหาโรค การตรวจที่ดีจะต้องมีการชี้แนะให้มีการส่งเสริมสุขภาพ ต้องไม่สร้างความทุกข์ทางใจ และต้องไม่ทำให้ผู้รับการตรวจเกิดความประมาท หรือชะล่าใจเมื่อตรวจไม่พบโรค
การตรวจสุขภาพตามหลักสากลจะประกอบด้วยหลัก 4 ประการคือ
- การคัดกรองเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค
- การให้คำแนะนำ
- การให้วัคซีนป้องกันโรค
- การให้สาร หรือยาเพื่อป้องกันโรค

อายุเท่าไหร่ต้องเริ่มตรวจสุขภาพประจำปี และควรตรวจอะไรบ้าง?
หลาย ๆ คนอาจคิดว่า การตรวจสุขภาพเป็นเรื่องของคนสูงอายุเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปก็สามารถเริ่มเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เป็นต้นว่า มีภาวะน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน บุคคลในครอบครัวมีโรคประจำตัว (เบาหวาน มะเร็ง) หรือมีอาการผิดปกติใดๆ ในร่างกาย ก็อาจไม่จำเป็นต้องรีบตรวจสุขภาพประจำปีตั้งแต่อายุ 15 ปี หรือหากจะเริ่มตรวจอายุ 15 ปี แล้วเว้นระยะไปสัก 2-5 ปี จึงค่อยตรวจซ้ำก็ได้
การคัดกรองมะเร็งต่าง ๆ ควรทำทุกปีในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และควรทำทุก 3 ปีในผู้ที่อายุมากกว่า 20ปี

อ่านบทความเรื่อง ตรวจสุขภาพ ต่อได้ที่
Website : https://www.honestdocs.co/annual-health-checkup
9


การตรวจแมมโมแกรมคืออะไร ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง ราคา วิธีการเตรียมตัว และวิธีการดูแลตัวเองหลังการตรวจ
มะเร็งเต้านมภัยเงียบที่เอาชีวิตผู้หญิงมากเป็นอันดับต้นๆ อย่านิ่งนอนใจ ขอให้หมั่นสังเกต และตรวจหาเป็นประจำ


โรคมะเร็งเต้านมขึ้นชื่อว่าเป็นโรคร้ายแรงคร่าชีวิตหญิงสาวมากเป็นอันดับสองรองจากโรคมะเร็งปากมดลูก การตรวจหามะเร็งเต้านมสามารถตรวจได้จากการสังเกต การคลำด้วยตัวเองเพื่อหาความผิดปกติ การตรวจด้วยแมมโมแกรม และการตรวจอัลตร้าซาวด์ แต่พบว่าวิธีตรวจที่นิยมกันมากที่สุดในตอนนี้คือ การตรวจแมมโมแกรม นั่นเอง
การตรวจแมมโมแกรมคืออะไร
การตรวจแมมโมแกรมคือ การตรวจหาโรคมะเร็งเต้านมด้วยรังสีชนิดพิเศษมีลักษณะคล้ายการเอกซเรย์เพียงแต่มีปริมาณรังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วๆ ไป โดยจะถ่ายรูปเต้านมด้านละ 2 รูป ด้วยการบีบเนื้อเต้านมเข้าหากัน และถ่ายรูปเต้านมจากด้านบนและด้านข้าง รวมทั้งสิ้น 4 รูป
แมมโมแกรมเป็นวิธีที่สามารถเห็นได้แม้แต่จุดหินปูนในเต้านมจึงสามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้แม้ในระยะเริ่มแรก ใช้เวลาการตรวจไม่นาน แมมโมแกรมเหมาะกับใช้ตรวจกับผู้ที่คลำได้ลำบาก ผู้ที่เสริมหน้าอกมาแล้ว ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่มีเนื้อเต้านมไม่หนาแน่นมาก
การตรวจแมมโมแกรม ถ้าตรวจในผู้ที่ยังไม่มีอาการก็จะเป็นการตรวจเพื่อเฝ้าระวัง หากพบว่า มีอาการผิดปกติแล้ว ดังเช่น คลำเจอก้อนเนื้อที่เต้านม เจ็บที่เต้านม และมีของเหลวออกมาจากหัวนมแล้วจึงมาตรวจแบบนี้ การตรวจแมมโมแกรมก็จะเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค เหมาะกับใช้ตรวจกับผู้ที่คลำได้ลำบาก หรือเสริมหน้าอกมาแล้วได้อีกด้วย
ดังนั้นหญิงสาวที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจด้วยวิธีนี้ปีละ 1 ครั้ง และสุภาพสตรีที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละ 2 ครั้ง แต่หากตรวจแล้วพบความผิดปกติ หมอจะทำการนัดตรวจเป็นประจำทุกๆ 3 - 6 เดือน

การตรวจแมมโมแกรมป้องกันโรคอะไรได้บ้าง
การตรวจแมมโมแกรมเป็นเพียงวิธีใช้เครื่องตรวจและถ่ายภาพให้หมอวินิจฉัยเหมือนการเอ็กซเรย์เท่านั้น วิธีการคือ หมอ หรือเจ้าหน้าที่จะบีบเต้านมทั้งสองข้างเพื่อถ่ายภาพเต้านมทั้งด้านข้างและด้านบน ถ้าพบความผิดปกติใดๆ ก็อาจมีการถ่ายภาพเพิ่ม ซึ่งการถ่ายรูปนี้จะรู้สึกเจ็บตึงๆ แบบพอทนได้
ถึงแม้ว่าการตรวจแมมโมแกรมจะเป็นการตรวจด้วยรังสีแต่ก็ไม่มีอันตรายใดๆ เนื่องมาจากรังสีที่ใช้มีปริมาณน้อยกว่ารังสีจากการเอ็กซเรย์ทั่วไปหลายเท่า ดังนั้นจึงไม่มีการกระจายรังสีไปที่อวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย อีกทั้งการตรวจแมมโมแกรมตามสถานพยาบาลต่างๆ มักนิยมตรวจควบคู่ไปกับการทำอัลตราซาวด์ เพื่อประกอบการวินิจฉัยและใช้ประวัติเก่าของคนไข้ที่เคยตรวจมาประกอบการพิจารณา รวมทั้งเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงและความผิดปกติต่างๆ ของเต้านมอีกด้วย
ติดตามอ่านบทความหัวข้อ แมมโมแกรม ต่อได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/how-to-prepare-take-care-after-mammogram
10


สอบติดแล้ว มาจองห้องพักได้นะค่ะ
#หอพักข้างราชภัฏ #หอพักราชภัฏนครปฐม
#ห้องพักนครปฐม #หอพักร่มรื่น

หอพักวิวรรณ #หอพักใกล้มหาลัยราชภัฏนครปฐม #หอพักข้างมหาลัยราชภัฏนครปฐม #หอพักนครปฐม

หอพัก วิวรรณ
หอพักราคาถูกใกล้ราชภัฎนครปฐม


ใกล้ราชภัฎนครปฐม เดินทางสะดวกปลอยภัย
เจ้าของหอดูแลเองและเป็นกันเอง ราคาไม่แพง พร้อมเฟอร์นิเจอร์แอร์ครบวงจร

ติดต่อสอบถาม 081-9413429 , 083-6932426

www.facebook.com/hopakviwan

www.viwanhopak.com



หน้า: [1] 2 3 ... 10